2009/Apr/28

เพื่อนที่คณะฝากมาลง....ลองอ่านๆกันดูุน่อ...^ ^

 

 

น้องสาวผมเป็นสัตวแพทย์

                ตีหนึ่งกว่าแล้วที่เสียงโทรศัพท์กรีดร้องก้องห้องพัก ต้องเป็นมันแน่ๆ ที่แอบมาเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของผมเป็นเสียงแหลมเล็กดังถี่กระชั้นกวนประสาทได้ขนาดนี้ ผมควานหาเจ้าเครื่องต้นกำเนิดเสียงอย่างหงุดหงิด มันนะมัน มันคนเดียว

                ...แล้วมันยังกล้าโทร.มาอีกด้วย...

                ฮัลโหล เสียงผมหาเรื่องเต็มที ความจริงมันควรจะต้องรู้นะ ว่าคำว่ามารยาทสะกดอย่างไร

                ปังปอนด์ เสียงตอบกลับมานั้นใส อย่างที่ผมอยากตบกบาลมันเหลือเกิน

                ชื่อปอนเฉยๆเว้ย มีอะไร โทรมาซะวันใหม่แบบนี้ ผมดุมัน

                เราไม่กลับบ้านนะคืนนี้ มันพูด เดี๋ยวต้องเปลี่ยนมือกะพี่หมอตอนตีสองน่ะ

                เออๆ ผมตอบรับ ว่าแต่ถ้ามันจะโทรมาบอกว่าไม่กลับบ้าน ทำไมเพิ่งโทรมาตอนนี้นะ

                แค่นี้แหละ กลัวว่าจะตั้งข้าวรอ หวัดดีนะ

                มันวางสาย แล้วผมก็นึกขึ้นได้  ผมเดินออกจากห้องนอนไปยังส่วนอเนกประสงค์ของห้องชุด ชามกระเบื้องใส่โจ๊กหมูแสนอร่อยวางอยู่บนโต๊ะอย่างเดียวดาย ผมเคยคิดว่าต่อให้ดึกแค่ไหน มันก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ของมัน หน้าที่ของมันคือการสวาปามโจ๊กหมูร้านเฮียชัยหน้าปากซอย ที่สั่งพิเศษชามละสามสิบห้าบาท วันนี้มันบอกแค่ว่ามีงาน ผมกลัวร้านเฮียแกจะปิดก่อนมันกลับ เลยหิ้วโจ๊กมาให้ แต่โจ๊กหมูชามนี้กลับต้องรอเก้อ ด้วยเหมือนว่าไอ้คนกินมันคงจะมีอะไรที่สำคัญกว่าต้องจัดการ...

 

            มันนั่นแหละ ไอ้ปั่น หรือจะเรียกให้ถูกต้องคือ มันชื่อน้ำปั่น ชื่อเหมือนนางเอกหนังสักเรื่อง แต่ตัวมันน่ะตรงข้ามทุกเรื่อง ข้อแรกคือมันไม่ได้สูงขาวหน้าหวาน และข้อสองคือมันไม่ได้มีความเป็นผู้หญิงสักเท่าไหร่ มันนั่นแหละ...น้องสาวผม

                แม่ส่งมันมาจากบ้านนอกเมื่อประมาณห้าหกปีที่แล้ว เนื่องด้วยไอ้เด็กชนบทหน้าเซ่อตาซื่ออย่างมันดันสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังในเมืองใหญ่ ผมซึ่งตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำงานบริษัท ก็เลยต้องยอมๆแบ่งเสี้ยวห้องชุดให้มันเข้ามาซุกหัวนอนด้วย มันมาแรกๆ ก็คร่ำครวญสำนึกรักบ้านเกิดเป็นวรรคเป็นเวร ถามซ้ำๆน่ารำ คาญ ว่าทำไมสังคมเมืองมันถึงได้เป็นแบบนี้  ไอ้คำว่า แบบนี้  ของมันกินความหมายกว้างแค่ไหนผมไม่มั่นใจ แต่ที่แน่ๆมันไม่ปลื้ม มันบ่น มันเบื่อ จนผมเองก็แทบจะประสาทไปพร้อมมัน ไอ้น้องสาวตัวดีพร่ำๆถึงบุคคลในตำนาน และพูดถึงอะไรบางอย่างที่มันเรียกว่า อุดมการณ์ จนบางทีผมก็ไม่แน่ใจ ว่ามันเป็นเด็กบ้านนอกเซ่อๆอย่างที่ผมเคยรู้จักตอนเด็กๆหรือไม่

                ตลอดเวลาที่มันเรียนหนังสือ มันทำตัวเหมือนไม่ได้เรียน ทั้งๆที่สายวิชาที่มันสอบติด เป็นการแพทย์อย่างหนึ่ง เพื่อนผมคนหนึ่งเรียนหมอ เห็นว่าท่องตำราจนดึกดื่นทุกคืน ไม่เคยไปเที่ยวเตร่ไร้สาระที่ไหน แถมยังไม่เคยทำกิจกรรมอะไรกับทางมหาวิทยาลัยเลย ต่างกันจริงๆ สำหรับไอ้ปั่นน้องผม มันตื่นเช้ามาให้อาหารปลากัดจีนสี่ตัวที่แต่ละตัวลวดลายขี้เหร่เหลือทน ตัวหนึ่งมีลายหลากสีเหมือนใครทำจานสีตกใส่ อีกตัวลายเลอะๆยิ่งกว่า อีกตัวสีชมพูซีดๆ และอีกตัวที่ลำตัวสีแดงเหมือนถูกเคลือบด้วยราสีขาวจนทั่ว หลังจากบำเรอปลากัดแล้ว มันก็จะทำการบ้าน ขอย้ำว่ามันทำการบ้านตอนเช้าตลอด ในฐานะพี่ชาย ผมควรที่จะเอ็ดมันว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่ตอนเย็น แต่มันเถียงทุกครั้ง

                ทำตอนเช้านี่ล่ะ หัวโล่งดี  มันบอก

                แล้วมันก็อาบน้ำแต่งตัว กินอาหารเช้าที่ผมต้องเป็นคนเตรียมทุกวัน แล้วไปเรียน...ผมไม่รู้ว่าที่มหาวิทยาลัย มันเรียนอะไรและทำอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ พอกลับมาถึงห้องพัก มันจะต้องมีอะไรแปลกๆมาเซอร์ไพรส์ผมเสมอ

                อย่างวันนั้น มันหิ้วถุงพลาสติกใส่น้ำสีเหลืองๆมาด้วย ผมมองสงสัย เพราะมั่นใจว่าไม่น่าใช่น้ำซุปข้าวมันไก่เป็นแน่แท้

                อะไร ผมถาม มันยิ้ม ท่าทางภูมิใจเป็นล้นพ้น

                ให้ทาย มันยังมีหน้ามากวน ผมทำหน้าดุปรามมัน เพราะถึงทายไปก็ไม่ถูก ต้องเสียหน้าอยู่ดี

                พลานาเรีย มันบอกในที่สุด พร้อมยิ้มหน้าแป้น

                เท่าที่เรียนมา ไอ้พลานาเรียเนี่ย มันเป็นหนอนตัวแบนกินเนื้อนี่นะ ผมเห็นไอ้ปั่นเทน้ำเหลืองๆใส่ขวดน้ำตัดครึ่ง ตัวอะไรซักอย่างเล็กๆเป็นท่อนๆแหวกว่ายไปมาเริงร่า แล้วไอ้ปั่นมันก็หย่อนชิ้นตับสดลงไป เห็นมันมีสีหน้าบันเทิง เมื่อบรรดาพลานาเรียฝูงใหญ่กรูล้อมชิ้นตับไก่นั่น...ผมรู้สึก...จะเป็นลม

                ไอ้ปั่นหลงพลานาเรียมาก อาจจะน้อยกว่าปลากัดประหลาดของมันนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าหลงมากอยู่ดี มันบอกว่ามันเอามาจากห้องแลบชีววิทยา แถมบอกอะไรเป็นการ์ตูน ว่ามันจะพยายามทำพลานาเรียแปดหัวให้ผมดู หลังจากนั้นแทบทุกวันมันจะนั่งส่องพลานาเรีย ทำก้อนน้ำแข็งมาวาง เอาตะเกียบคีบตัวหนอนมาวางบนน้ำแข็ง แล้ว ใช้มีดผ่าที่หัว มันทำแบบนี้หลายครั้ง และบางทีก็ซ้ำตัวเดิม ผมรายงานความคืบหน้าให้แม่รู้ เพราะกังวลว่าไอ้น้องสาวคนนี้มันกำลังสนุกกับการเบียดเบียนสัตว์อื่นหรือเปล่า แม่กลับหัวเราะ แล้วบอกว่าแม่เข้าใจมันนะ แถมย้อนถามผมอีกว่า ยังไม่ชินอีกหรือ...

                แต่เจ้าพลานาเรียที่รักก็มีอันถึงจุดจบเมื่อขวดเลี้ยงเกิดรั่ว น้ำไหลออกหมด กลับมาบ้านเจอแต่พลานาเรียตากแห้งน่าสงสาร ผมเป็นคนเก็บทิ้งเพราะไอ้ปั่นมันเอาแต่ซึมเศร้า  สาบานได้  ผมสาบานได้ ว่าตอนแรกที่ไอ้เจ้าพวกนี้มาใหม่ๆมันเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเรียวแบน แต่คราวนี้ เกือบทุกตัวหัวแยกเป็นแฉกตัวหนึ่งสี่หัวเป็นอย่างต่ำ  ท่าทางไอ้ปั่นมันไม่รู้ และผมเองก็ไม่ได้บอกมัน...

                หลังจากที่ไอ้ปั่นมันเลิกเศร้ากับพลานาเรีย มันก็คลั่งไคล้หมา ผมไม่ได้เลี้ยงหมา และในห้องชุดนี่เลี้ยงไม่ได้แน่ๆ แต่ไอ้ปั่นมันมีแหล่งหมาของมัน นั่นคือห้องสัตว์ทดลองที่คณะของมันเอง มันเล่าให้ฟังว่ามีหมาน่ารักๆอยู่เยอะแยะ มันออกจากบ้านเร็วขึ้น และกลับมาช้าทุกวัน มันบอกว่ามันไปช่วยเจ้าหน้าที่เลี้ยงหมาเหล่านั้น

                หมาใครเขาเลี้ยงไว้วะ ผมเคยถามมันอย่างสงสัย

                รุ่นพี่เลี้ยงไว้ เป็นสัตว์ทดลอง มันตอบ

                ทดลองอะไร ผมก็ยังสงสัยต่ออีกนิด เคยได้ยินแต่หนูทดลอง ไม่เคยได้ยินเรื่องหมาทดลองมาก่อน

                ...มันอึ้งไปนิด ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ไม่เคยถาม มันบอก

                ไอ้ปั่นยังคงขุนปลากัดประหลาดไม่ขาดตกบกพร่อง เปลี่ยนน้ำทุกอาทิตย์ แถมเก็บใบหูกวางมาตากแห้งเก็บไว้เป็นคลังยาอย่างดี ผมแอบเห็นเจ้าปลากัดตัวเมียท้องแล้วท้องอีก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีลูกปลาออกมาซักที (ก็จะมีได้ไงล่ะ แยกเลี้ยงนี่นา) แต่นอกเหนือจากบำรุงปลา มันยังสรรหาโปสเตอร์รายชื่อพันธุ์หมาพร้อมรูปประกอบสวยงามมาแปะเต็มผนังห้องชุด มันจัดแจงแบ่งส่วนห้องออกมานอนนอกห้องนอน จัดเป็นรูส่วนตัวที่รายล้อมด้วยรูปหมาและโหลปลากัด มันช่วยเขาเลี้ยงหมาทุกวัน จนวันหนึ่งช่วงปลายปีที่ไอ้ปั่นกลับมาบ้านแล้วนั่งซึมเหงา ถามอะไรก็ไม่พูดไม่จา ด่าก็ไม่โกรธ ผมรอจนอารมณ์มันเริ่มเป็นผู้เป็นคน มันก็เริ่มเล่าเรื่องราวออกมาเอง

                ผมฟังที่มันเล่าแล้ว...ก็เข้าใจมันจริงๆ แทบจะเป็นครั้งแรก ที่เห็นใจมัน

                ...หมาที่มันไปเฝ้าเช้าเย็น ให้อาหาร ชวนวิ่งเล่น พาไปเดินเล่น จับอาบน้ำ ตลอดจนขัดล้างกรงให้ ตอนนี้ ได้กลับสู่ผืนดินหมดเสียแล้ว เพราะคำว่าสัตว์ทดลอง มันเองไม่เคยรู้จักคำนี้ จึงเผลอเอาหัวใจเข้าผูกพัน แต่บัดนี้มันรู้แล้ว สัตว์ทดลองก็คือสัตว์ทดลอง มีชีวิตที่เหลือเพื่ออุทิศวิทยาทานแก่นักศึกษา ได้รับการผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หมาทดลอง...ที่แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บจากบาดแผล แต่ก็ยังมีความเป็นมิตร และสามารถดึงรั้งหัวใจของไอ้เด็กปั่นน้องสาวผมให้หลงใหลมันได้อย่างบริสุทธิ์ใจ

                วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการเรียนสัตว์ทดลอง รุ่นพี่ทุกคนได้ทำการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่หมาจะเจ็บปวดมากเมื่อยามฟื้น และด้วยความทรมานทั้งตัวหมาและหัวใจของคนทำ สิ่งที่สูงส่งที่สุด คือการส่งเพื่อนผู้แสนดีทุกๆตัว กลับสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์...

                ...คืนนั้น ผมนั่งเฝ้ามันจนเช้า มันหลับไปก็จริง แต่ผมอยากแน่ใจว่ามันไม่ได้ฝันร้าย หรือจะตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึก...ไอ้ปั่นน้องสาวผม... กับคนทั่วๆไปอย่างผม แม้เข้าใจเหตุผลของการเรียนดังกล่าว ยังรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินเรื่องที่มันเล่า  แล้วตัวมันเอง ที่คลั่งหมากว่าใครๆ ผมไม่รู้เลยจริงๆ ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร ที่มันจะปรับจิตของมันให้ปกติได้...

                ปิดเทอมมันไม่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน...มันไปฝึกงาน แล้วคนที่นั่นเขาเอาอะไรใส่หัวมันไม่รู้ มันกลับมาก็เอาแต่พูดถึงม้า และตั้งใจเอาจริงจังว่าจะเป็นหมอม้า แล้วมันก็เริ่มวงจรอนาจของมันอีก เช้าเย็น มันไปคอกม้าที่คณะมัน มันบอกว่าม้าพวกนี้เป็นสัตว์ทดลองเหมือนกัน แต่ต่างจากหมา ...

                ม้าตัวนึงไม่ใช่ถูกๆ หาตามเทศบาลก็ไม่ได้ เพราะงั้นไม่มีทางแน่ๆปังปอนด์ ไม่มีทางที่ใครจะมาทำอะไรม้าพวกนี้แน่

                อั๊วชื่อปอนด์เฉยๆเฟ้ย!!”

                หลังจากนั้น เวลาดูหนังจีนกำลังภายใน ต้องมีไอ้ปั่นคอยพากย์ทุกฉากที่มีม้าวิ่งผ่าน มันแม่นสุดๆ แค่ฉากที่พระเอกจับม้าแล้วโหนตัวขึ้นขี่ มันก็บอกได้ว่าเป็นม้าพันธุ์อะไร ผสมกับอะไร บางมุมมันบอกอายุได้ด้วย แรกๆผมไม่เชื่อ เลยลองค้นอินเตอร์เน็ต โพสถามผู้รู้ ก็ได้คำตอบเดียวกับที่ไอ้ปั่นตอบอย่างไม่น่าเชื่อ

                พอวันเกิดผมมันเอาอะไรบางอย่างเป็นสีขุ่นๆโค้งๆมาให้ผม พอผมถาม มันก็ยิ้มแป้น

                เราเรียนแต่งกีบม้า มันบอก แล้วเขาว่ากันว่าเกือกม้าเป็นสิ่งนำโชค แต่เราไม่มีตังค์ซื้อเกือก เลยตัดปลายกีบให้มันต่อกันยาวๆโค้งๆเป็นรูปเกือกแทน

                เอ็งเอาเล็บม้ามาให้ข้าเรอะ

                ว่าอีกก็ถูกอีก มันยิ้ม และผมก็เพิ่งรู้หลังจากนั้นนานพอดู ว่าการใช้คีมตัดปลายกีบม้านั้น เป็นเรื่องที่ยาก และยากสุดยอด ในการที่จะตัดให้เนื้อกีบยาวต่อกันจนเป็นโค้งรูปเกือกม้า

&nb