คำเตือน..
shojo-aiมีความหมายในทางเดียวกับyuri..แต่เป็นในลักษณะอาการที่เบากว่าคือไ่ม่มีอะไรที่เกินไปกว่าการกอด.จูบ..ซึ่งคนเขียนตั้งใจไว้ว่าตะแต่งไม่ให้มันแรงไปกว่านั้น ถ้าใครที่รับเรื่องในแนวนี้ไมได้ กรุณาอย่าอ่านเพราะไม่ได้เอามาลงให้ติในเรื่องของความคิด(วิปริต ผิดธรรมชาติ...บลาๆๆๆ)แต่ยินดีรับคำติในแง่ของการเสนอแนะความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์..และคำติชมในแง่ของการแต่งนิยาย
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและให้คำติชมครับ ^ ^
บทที่ 1
“ ถ้าวันหนึ่งฉันเดินไปไกลถึงสุดขอบฟ้า แล้วข้างหน้าของฉันจะมีอะไรอยู่นะ ”
...............................................................................................................................................
“ ไหมจ้ะ
เย็นนี้ว่างรึเปล่าพี่ๆหมอเค้านัดกันไปเลี้ยงไปด้วยกันนะ ” คำทักทายจากหญิงสาววัยยี่สิบปลายๆในชุดเสื้อกาวน์สีขาวที่เปิดประตูพรวดเข้ามาภายในห้อง
ส่วนปลายของหูฟังแพทย์ที่ห้อยคาอยู่ที่คอถูกจับยัดไว้ในกระเป๋าเสื้อข้างหนึ่ง หมอสาวอมยิ้มกับกับคนถูกถามที่นั่งจมอยู่กับหนังสือเล่มโปรดในมือจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ร่างบางที่นั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน
สวมเสื้อกาวน์ลักษณะเหมือนผู้มาเยือน
ใบหน้าอ่อนเยาว์จนเหมือนเด็กสาวอายุ20ต้นๆ
เส้นผมสีดำสนิทยาวจรดเอวถูกมัดรวบก่อนจะขมวดเป็นมวยอย่างง่ายๆด้วยปากกาแท่งเดียวนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องอยู่กับตัวหนังสือตรงหน้า
ร่างบางยิ่งดูเล็กไปถนัดเมื่อเทียบกับขนาดโต๊ะทำงาน
กระเป๋าใบเก่งยังถูกเปิดแง้มคาอยู่บนโต๊ะ
บอกให้รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังจะกลับบ้านแต่ก็มาติดหนึบกับหนังสือในมือเสียก่อน
“ ทันตแพทย์หญิงสุนิสาคะ!!!
” คุณหมอสาวร้องทักอย่างแกล้งยั่ว
“ พี่ปัท!!” สุนิสาสะดุ้งสุดตัวเมื่อหนังสือในมือถูกคว้าหมับหายไปจากตรงหน้าด้วยฝืมือของพี่หมอที่เธอคุ้นหน้าดี
“ จ้า..... ” ปัทมารับคำเสียงใสไม่สมอายุ
ก่อที่จะเดินเข้าไปยีหัวอีกฝ่ายเล่นอย่างเสียไม่ได้ด้วยความเอ็นดู เมื่อสุนิสา
หรือ ไหมมองกลับมาที่หนังสือที่ถูกแย่งมาตาละห้อย
“ โอ๋ๆ เย็นนี้ไปเที่ยวกับพวกพี่แล้วจะคืนให้นะ ”
สุนิสามองใบหน้าล้อๆ
ของหญิงสาวที่เป็นถึงศัลยแพทย์มือดีประจำ รพ.ที่เธอพึ่งย้ายเข้ามาหลังจากเรียนจบได้ปีกว่าๆ พวกพี่หมอ ลุงหมอ กับพนักงานที่ต้อนรับอย่างเป็นกันเองทำให้ไม่ยากนักที่
คนตัวคนเดียวอย่างเธอจะปรับตัวได้
“ ว่าไง
ไหม ไปกับพวกพี่นะ มีคนอยากให้เรารูจักด้วยหล่ะ ”
“ ค่ะ ว่าแต่มีใครไปบ้างล่ะคะพี่ปัท ” สุนิสามองท่าทางของคุณหมอที่นางพยาบาลพากันตั้งฉายาว่าจอมเฮี้ยบด้วยอาการยิ้มๆ
“ ก็มีพี่ กับพี่ชาติแผนก ศัลย์ หมอชาญวิทย์แผนกกระดูก หมอศิริแผนกอายุฯ แล้วก็หมอปราณีแผนกสูติฯ ” หมอสาวร่ายยาวจนคนฟังต้องยิ้มกว้างก่อนจะทักขึ้นบ้าง
“ ไปกันหมด
รพ.เลยรึเปล่าคะเนี่ย ” เล่นยกกันไปแทบจะทุกแผนกอย่างนี้แล้วใครจะอยู่เวรกะดึกไอหมอฟันอย่างเธอยังพอว่าแต่แผนกที่พี่ปัทไล่ๆมาชักหน้ากลัวถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา
“ ไม่ต้องห่วง
แลกเวรกันเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวรอพี่ชาติเค้าออกเวรแล้วก็ไปกัน
” หมอสาวพลิกหนัง
สือเล่มหนาในมือ
ไปมาก่อนจะไปสะดุดกับชื่อผู้แต่งที่ติดอยู่ที่หน้าปก
“ นาวี....พี่เห็นไหมอ่านหนังสือของคนนี้บ่อยจัง ” รอยยิ้มแปลกๆฉาบบนริมฝีปากเพียงชั่วแวบก่อนจะจางหายไป
หนังสือเล่มหนาที่เอานิ้วคั่นหน้าไว้ถูกส่งคืนให้เจ้าของที่รับกลับไปเอากระดาษคั่นอย่างทะนุถนอม
“ โถ่!พี่ปัท
คนเขียนคนนี้เค้าเขียนดีออก ไหมชอบแนวคิดเค้า
มันมีอะไรแปลกๆดี ”
ร่างบางพูดพลางเก็บหนังสือเล่มหนาลงกระเป๋าโดยไม่ทันได้สังเกตรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดวาบบนริมฝีปากของอีกฝ่าย
“ แล้วนอกจากแนวคิดแปลกๆแล้ว
คนเขียนคนนี้ไม่มีอะไรดีแล้วหรอไหม ”
คำถามที่เหมือนจะหยั่งความคิดของอีกฝ่าย เมื่อหญิงสาวทั้งคู่เดินออกมาจากห้องพักแพทย์เพื่อไปรอสมาชิกที่เหลือ
ร่างบางนิ่งชะงักเพื่อครุ่นคิดคำตอบท่าทีจริงจังจนปัทมาอดนึกถึงรุ่นพี่ตัวแสบของเพื่อนต่างคณะของเธอขึ้นมาไม่ได้
เด็กสาวตรงหน้าเองก็ได้รับการไหว้วานจากพี่สาวของรุ่นพี่คนนั้นให้เข้ามาลองงานที่นี่
แล้วยังไม่วายที่คนน้องจะฝากเพื่อนสาวของเธอมาฝากฝังให้เธอช่วยดูแลอีก แต่ก็เอาเถอะ
เด็กคนนี้ก็น่ารักดีถ้ามีน้องสาวซักคนเธอเองก็อยากได้น้องสาวแบบนี้เหมือนกัน
“ ไม่ใช่ข้อสอบเลื่อนเงินเดือนนะไหมไม่เห็นต้องทำหน้านิ่วขนาดนั้นเลย ”
ปัทมายั่วอีกฝ่ายเล่นเมื่อเดินมารอคนที่เหลือที่หน้าเคาท์เตอร์ รพ.
“ พี่ปัท
อย่าเพิ่งแซวซิคะ...ไหมเองก็กำลังคิดเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้ชอบอ่านงานของคนเขียนคนนี้นัก ”
ร่างบางนั่งหน้าเครียดจนปัทมารู้สึกขำ จนเมื่อร่างสูงโปร่งของกันชาติในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวพื้นเดินรวมกลุ่มมากับอีก
สองสาว และหนึ่งหนุ่ม ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเนื้อ มายืนอยู่หน้าปัทมาและสุนิสาที่นั่งหลับตาคิดไม่สนใจสิ่งรอบๆข้าง กลุ่มผู้มาใหม่มองหน้ากันอย่างงงๆก่อนที่กันชาติจะเป็นฝ่ายถามขึ้นมา
“ ปัท
น้องไหมเค้าเป็นอะไรรึเปล่า?? ”
คำทักที่คนเอาคนถูกพาดพิงลืมตาโพลงขึ้นมาก่อนใบหน้าจะร้อนวูบเมื่อเห็นพี่หมอทั้งหลายมายืนมองตัวเองอยู่
ก่อนจะหันไปค้อนขวับใส่ปัทมาที่หลบไปยืนหัวเราะหลังกันชาติโดยอาศัยแผ่นหลังของชายหนุ่มเป็นเครื่องกำบัง
เสียงหัวเราะคิกดังจากผู้ร่วมเหตุการณ์ที่เหลือดังแทรกเบา....
ภาพคุณหมอจอมเฮี้ยบหรือในอีกชื่อคือจอมจุ้นสำหรับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันรวมถึงรุ่นพี่อย่างกันชาติ
ลูกชายเจ้าของ รพ. ที่พวกเค้าทำงนอยู่
ปัทมาดูจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงที่ดีสำหรับน้องใหม่อย่างสุนิสา
จากที่เคยเป็นเด็กเงียบๆกลับกลายเป็นผู้คอยสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับคนอื่นๆ....ถึงจะเพราะถูกพี่เลี้ยงแกล้งก็เถอะ
“ เอ้าๆ
พอได้แล้ว ทั้งยัยปัททั้ง สุนิสานั่นแหล่ะ ” กันชาติที่กำลังกลั้นยิ้มตัดบท
ก่อนจะคว้าข้อมือคนที่ทำท่าจะไปยั่วอีกฝ่ายต่อให้เดินตามตัวเองไป
สุนิสา
หันไปมองพี่หมอคนอื่นๆที่ยิ้มให้กันกับรอยสีชมพูจางๆบนใบหน้าของคนขี้แกล้งที่เจอคนขี้แกล้งยิ่งกว่าลากไป
มือเล็กทั้งแกะทั้งสะบัดจะให้หลุดจากการเกาะกุมแต่สุดท้ายก็ทำได้แค่บ่นอุบก่อนจะส่งสายตามาเร่งให้ผู้ชมทั้งสี่รีบๆเดินตามตัวเองไปที่ลานจอดรถ
“ ปัทจะไปนั่งกะไหม น้องเค้ายังไปไม่ถูก ”
คนอาสานำทางว่าเสร็จก็อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายปล่อยให้เธอขึ้นรถเผ่นแผลวไปนั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับของสุนิสาที่กำลังสตาร์ทเครื่องแทน
“ หมอบ้าอะไรไม่รู้
มือเหนียวยังกะตุ๊กแก.. ”เสียงบ่นงึมงำในลำคอของปัทมาที่กำลังคาดเข็มขัดนิรภัยทำเอาสุนิสาแทบจะหลุดหัวเราะ
“ ไหม
พี่ฝากวางของไว้เบาะหลังหน่อยนะ ”ปัทมาบอกก่อนจะเอี้ยวตัวไปทางเบาะหลังจะโยนกระเป๋าแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นตั้งหนังสือที่วางกองอยู่เกือบสิบเล่ม
“ โหไหมเราพกหนังสือนี่ไปทุกที่เลยหรอ??? ใช่เรายังไม่ได้ตอบพี่เลยว่าทำใมถึงได้ชอบคนเขียนคนนี้นัก ”
“ พี่ปัทเคยอ่านหนังสือแล้วรู้สึกเหมือนเรากำลังพูดคุยกับคนเขียนรึเปล่าคะ? ”
“ เห!!
”
ปัทมาอุทาน หญิงสาวทำท่าจะถามต่อคำตอบจากอีกฝ่ายก็ดังต่อขึ้นมาก่อน
“ สำหรับไหมหนังสือแต่ละเล่ม แต่ละบรรทัดมันสะท้อนตัวตน อารมณ์
แล้วก็ความคิดอ่านของคนเขียนออกมาค่ะ
ที่ไหมชอบอ่านหนังสือของคนเขียนคนนี้อาจจะเพราไหมรู้สึกว่าไหม’ คุย
’กับเค้ารู้เรื่องก็ได้ ”
“ อืมมม.. ” เสียงรับคำยาวจนสุนิสาเริ่มระแวง
โดยเฉพาะท่าทางครุ่นคิดจนน่าสงสัยของอีกฝ่าย
“ พี่ปัทอย่าเพิ่งชวนไหมคุยเลยค่ะ กำลังขับรถอยู่ ” สุนิสาตัดบทเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะซักต่อ
ไม่รู้ทำไมพี่ปัทถึงได้ทำท่าสนใจกับเรื่องนี้นัก
หลังจากอุบัติเหตุเมื่อ 6
ปีก่อน ที่ทำให้เธอสูญเสียครอบครับ สุนิสาก็ตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอกตามคำชวนของรุ่นพี่ที่ตนรู้จักก่อนจะกลับมาเมืองไทยเมื่อ
2 ปีที่แล้วเพื่อร่วมงานแต่งานของรุ่นพี่คนนั้น
หลังจากกลับมาเธอเองก็ได้แต่บอกปัดงานต่างๆที่รุ่นพี่คนนั้นแนะนำเพราะต้องจัดการธุระต่างๆให้เรียบร้อยจนเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา
สุนิสาถึงได้ตอบตกลงที่จะเข้าทำงานใน รพ .นี้
เหตุผลหนึ่งที่เธอเลิกที่จะทำตัวว่างเปล่าไปวันๆก็คงเพราะหนึ่งในหนังสือของคนเขียนที่ชื่อนาวี ที่เธอได้อ่าน
มุมมองแปลกๆที่เธอเคยมองข้ามทำให้การจัดการความรู้สึกที่คั่งค้างในใจได้อย่างน่าประหลาด เรื่องราวความคิดที่แหวกแนวกลับสอดแทรกข้อคิดและความอ่อนโยนของผู้เขียนได้อย่างลงตัว
และที่สำคัญไม่ว่าเมื่อไหร่เธอยังคงรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือของคนเขียนคนนี้
.....................................................................................................................................................
“ ถึงแล้วหรอคะ? ” สุนิสาหันไปถามผู้ร่วมทางที่พยักหน้าเป็นแทนการตอบ
รถเก๋งสีดำทีขับนำหน้าเปิดไปเลี้ยวก่อนจะชะลอความเร็ว เมื่อป้ายบอกทางเข้าสวนอาหาร
ที่ตัวป้ายเล็กจนแทบจะไม่เป็นที่สังเกต ปากทางเข้าปลูกต้นไม้หนาทึบ
แต่พอเมื่อตัวรถล่วงผ่านปากทางเข้ามาก็ทำให้เหมือนถูกตัดขาดจากภาพของเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายภายนอก
“ พี่ปัทรู้จักร้านนี้ได้ยังไงคะเนี่ย
” สุนิสาอดไม่ได้ที่จะถามหลังจากเอารถไปจอดเธอก็ถูกพี่หมอทั้งหลายเดินนำราวกับรู้ทางดี
พาเดินลิ่วไปพลางทักทายพนักงานไปพลางไม่เว้นแม้แต่ผู้จัดการร้านที่เป็นคุณลุงวัยกลางคนที่ยังอุตส่าห์วิ่งจากเคาเตอร์ออกมาทักทายก่อนจะ
พาทั้งหมดไปนั่งโต๊ะ ที่จัดแยกไว้ตางหากที่ชั้นสองของร้านที่แบ่งเป็นห้องๆ
“ ร้านของคนรู้จักของพวกพี่น่ะ
เจ้าของร้านคนปัจจุบันเป็นเพื่อนสนิทของพี่นลินคณะสัตว์น้องสาวพี่วาริน
ชื่อพี่วีนาเป็นมัณฑนากรน่ะ จำงานแต่งพี่วารินได้ป่าว
พี่คนนี้แหล่ะที่เป็นคนออกแบบงานทั้งหมด แล้วก็เป็นแต่งเรือนหอให้ด้วยนะ ” ปัทมาตอบคำถาม
สุนิสาเองก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆกับคำตอบพลางหวนคิดถึงภาพบรรยากาศงานเมื่อปีที่แล้ว
งานเล็กๆอบอุ่นและเป็นกันเองกับเรือนหอที่ตกแต่งได้ตรงใจคนรับ
แต่ไม่ว่านึกยังไงสุนิสาก็นึกหน้าพี่วีนาที่ว่าไม่ออกซักทีเหมือนกัน
ห้องอาหารในลักษนะกึ่งๆผับถูกตกแต่งในแบบยุโรปยุคคาวบอยแต่ก็แฝงบรรยากาศบ้านป่าแบบต่างจังหวัดด้วยความเป็นกันเอง ลูกค้าในร้านส่วนมากก็ดูจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะทำเลอันลี้ลับของร้านแต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่ามีลูกค้าเยอะพอสมควรสำหรับร้านที่ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างแบบนี้ อาคารไม้สองชั้นไม่กว้างนัก ด้านหน้าถูกจัดเป็นสวนอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ
ด้านในร้านฝั่งหนึ่งจัดเป็นผับสำหรับนั่งดื่มส่วนอีกด้านจัดเป็นอาหารจานเดียวหรือไม่ก็กับแกล้มกับของกินเล่น ส่วนชั้นสองถูกจัดสำหรับเป็นห้องพิเศษสำหรับแขกที่เป็นคนรู้จักหรือญาติเพราะบางส่วนของชั้นสองเป็นที่พักของเจ้าของร้าน
“ น้อง!! วันนี้เจ้าวีจะเข้ามารึเปล่า ” กันชาติที่ส่งเมนูคืนให้พนักงานถามขึ้น
“ ไม่รู้สิครับหมอ...ตอนเย็นแว่บเข้ามาแปปนึงแล้วก็หายไปไหนไม่รู้ครับ
แต่น่าจะกลับหล่ะครับเพราะไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปด้วย ” บริกรชายที่ถูกถามตอบ
กันชาติพยักหน้ารับก่อนจะบอกขอบคุณ
“ เดี๋ยวไหมมานะคะ
ขอไปเอาหนังสือมาอ่านต่อหน่อย ” สุนิสาขอตัวจากวงสนทนาก่อนจะเดินลงมาจากชั้นสองของร้าน
“ โครม!!
”
เสียงจากสุนิสาที่กำลังเดินออกจากประตูชนโครมเข้ากับร่างสูงของใครบางคนที่มัวแต่หันหลังคุยกับพนักงานในร้านจนไม่ได้มองทางข้างหน้าพอๆกับที่เธอมัวแต่คิดว่าจะหยิบหนังสือเล่มไหนมาอ่านดีจนไม่ได้มองอีกฝ่ายที่เดินสวนมา
“ โอย..เป็นไรป่าวน้อง
โทษทีพี่มัวแต่คุยไม่ทันมอง ” เสียงละล่ำละลั่กถามจากอีกฝ่าย ท่อนแขนของสุนิสาถูกมือของอีกฝ่ายจับประคองไว้
“ ไม่เป็นไรค่ะ
ทางนี้ก็มัวแต่เหม่อเหมือนกัน ”สุนิสาตอบก่อนจะยิ้มให้อีกฝ่ายที่เป็นหญิงสาวร่างสูง
ดูแล้วคงจะอายุพอๆกับพี่ปัทมา
ผมยาวสีดำถูกมัดรวบง่ายๆคล้ายๆกับเธอ เสื้อบาสตัวใหญ่สีขาวกับกางเกงขาสั้นสีเดียวกันชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการออกกำลังกาย
เผยให้เห็นผิวเนียนขาวจัดแบบคนทางเหนือนัยน์ตาสีดำดูเป็นมิตร
ส่อแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด
ในเมื่อคนถูกชนสูงน้อยกว่าเธอตั้งเกือบคืบ
ตัวเล็กจนน่ากลัวว่าจะมีส่วนไหนบุบสลายจากความไม่ระวังของเธอรึเปล่า
“ โห
พี่เมาขนาดชนลูกค้าแต่หัวค่ำเลยหรอ ” บริกรในร้านร้องแซว
ในขณะที่คนตัวสูงได้แต่ชูกำปั้นเป็นเชิงฝากไว้ก่อน
“ ขอตัวก่อนนะคะ ” สุนิสาอมยิ้มกับท่าทางตลกๆนั่นก่อนเอ่ยขอตัวเพื่อไปหยิบหนังสือตามที่ตั้งใจไว้
ไออุ่นที่ต้นแขนยังคงอบอวลอยู่ตรงนั้น
ลานจอดรถยังคงเงียบสงบลุงยามที่เฝ้าลานส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรตอนที่สุนิสาเดินถือหนังสือผ่านหน้าไปรอยยิ้มที่เหมือนภูมิใจอะไรมากมายที่ถ้าเธอไม่ได้คิดไปเองคุณลุงคนนั้นคงจะยิ้มให้กับหนังสือในมือเธอ ภายในร้านดูจะวุ่นวายกว่าเดิมเล็กน้อยเมื่อมีแขกเข้ามามากขึ้น
เสียงโหวกเหวกก็ยังคงเข้าได้กับบรรยากาศทางยุโรปปนบ้านนอกของเมืองไทยพอกับความเงียบเมื่อตอนที่พวกเธอเพิ่งมาอยู่ดี
“ น้องสาวจะรีบไปไหน
มานั่งกับพวกพี่ไหม.. ”
ข้อมือบางถูกดึงอย่างหยาบคายจากกลุ่มเด็กหนุ่มที่แอลกอฮอล์ในเลือดเริ่มจะมากเกินไป
“ ปล่อย!!
” หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ
สุนิสาสะบัดข้อมือให้หลุดจากการจับกุม
จนแก้วเหล้าในมืออีกฝ่ายกระฉอก
“ เฮ้ย!!
อีนี่ ทำเหล้ากูหกทำไมวะ เล่นตัวนัก.. ”
เสียงโวยวายเรียกความสนใจจากคนในร้านจนบริกรหญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆต้องเดินเข้ามาดู
“ คุณลูกค้าคะ
ช่วยปล่อยคุณเค้าด้วยเถอะค่ะอย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับลูกค้าท่านอื่นเลยค่ะ ”
บริกรสาวเอ่ยเตือนแต่คำตอบที่ได้กลับเป็นมือของเด็กหนุ่มคนอื่นๆในวงที่ลูบวืดเข้ามาที่ก้นอย่างหยาบคาย
สุนิสาสะบัดมืออย่างแรงจนหนังสือหลุดจากมือไปลงกลางวงเหล้าดังโครมใหญ่
แต่นั่นก็ทำให้ทั้งเธอทั้งบริกรสาวคนนั้นถอยมายืนห่างๆได้
“ เฮ้ย!!แมร่งหาเรื่องรึไงวะ ”
เสียงของเด็กหนุ่มตัวต้นเรื่องตวาดเสียงดัง
“ พลั่ก!!
” เสียงลูกหนังสีส้มกระทบใบหน้ามนุษย์ก่อนจะกระดอนลงบนโต๊ะตัวเดิมจนทั้งน้ำทั้งอาหารกระจายเต็มใบหน้าของผู้ร่วมโต๊ะทั้งสาม
“ โทษทีๆ
มันหลุดมือหน่ะ ” ร่างสูงของหญิงสาวในชุดบาสสีขาวเดินออกมาจากหลังร้านวิ่งเข้ามาเก็บลูกบาสโดยไม่สนใจร่างของเด็กหนุ่มหนึ่งในสามคนที่ลงไปนอนกองนับดาวอยู่บนพื้น
รอยยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีดูขัดกับแววตาดุๆที่ทำให้คนเห็นรู้สึกกดดันทำเอาเด็กหนุ่มอีกสองคนที่จะลุกมาหาเรื่องต้องหย่อนตัวลงนั่นตามเดิม
เพราะนอกจากผู้หญิงตรงหน้าแล้วด้านหลังบริกรหนุ่มร่างโตอีกสี่
ห้าคนกำลังเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆ
“ ขอโทษนะแต่พี่คงต้องเชิญน้องๆออกไปจากร้านเดี๋ยวๆ
อย่าเพิ่งเถียง... ” ประโยคหลังร่างสูงชี้มือไปทางด้านหลังที่มีบริกรยืนอยู่
“ เลือก...จะเดินออกไปหรือจะให้หามออกไปเหมือนเพื่อนน้อง ” น้ำเสียงเย็นไม่ได้ดังอย่างหาเรื่องแต่กลับสะกดคนฟังได้เป็นอย่างดี
เพราะทันทีที่ฟังจบเด็กหนุ่มทั้งสองก็รีบประคองเพื่อนที่ยังนอนนับดาวออกไปนอกร้านแต่หนึ่งในนั้นกลับถูกกระชากคอเสื้อด้วยมือเพียงข้างเดียวจากร่างสูงที่ยิ้มเย็น
“ กรุณาจ่ายค่าอาหาร
กับค่าข้าวของที่เสียหายด้วยค่ะ ”
เด็กหนุ่มลนลานคว้ากระเป๋าตังก่อนจะหยิบแบงค์พันออกมาส่งให้แล้วเผ่นแน่บตามเพื่อตัวเองออกไป
“ เอ้า
เบล ถือว่าทดแทนความซวยเป็นค่าถูกจับก้นละกัน ” แบงค์พันที่ได้รับมาถูกยัดลงในมือบริกรสาวที่ถูกหาเรื่อง
หลังจากที่แขกในร้านแยกย้ายกลับไปนั่งที่ราวกับคุ้นเคยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
“ แต่พี่..
หนูไม่รับดีกว่ามั้ง จานชามแตกไปตั้งหลายใบ ” อีกฝ่ายปฎิเสธ
ร่างสูงไหวไหล่ก่อนจะยัดเงินใส่มือเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ หักค่าอาหารออกแล้วที่เหลือลงบัญชีว่าเป็นทิปจากแขก แล้วให้ใครไปเก็บกวาดโต๊ะแล้วก็ขอโทษแขกคนอื่นๆด้วย ” หญิงสาวสั่งงานก่อนจะส่งเสียงทักหญิงสาวอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ร่างบางหยิบหนังสือที่เปียกโชกขึ้นมาจากกองเศษอาหารด้วยท่าทางเศร้าสร้อย
“ ขอโทษด้วยนะคะ
ที่ต้องเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้ ” ร่างสูงเอ่ยพลางมองสำรวจหนังสือในมืออีกฝ่ายที่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
“ ไม่เป็นไรค่ะ โธ่ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1
ด้วย ทำไงดีหล่ะเนี่ย ” ประโยคหลังสุนิสาพึมพำกับตัวเอง
เสียงตึงตังด้านล่างเรียกความสนใจจากแขกพิเศษของร้านให้เดินลงมาดู
กันชาติเป็นตัวแทนที่เดินลงมาดูเหตุการณ์
“ อ้าว!!
ไอวีมาตั้งแต่เมื่อไหร่
มาถึงก็หาเรื่องแขกเลยรึไง. ”
ไอวี หรือ วีนาหันตามเสียงเรียก
ที่เจ้าของเสียงกำลังเดินเข้ามาใกล้
“ น้องไหมพอดีเลย
นี่ไงวีนา เพื่อนพี่กับพี่นลิน แล้วนั่นหนังสือไปโดนอะไรมาหล่ะ?? ”
คนถูกถามแค่ยิ้มเศร้าๆพลางถอนหายใจเมื่อก้มลงมองหนังสือในมือที่หมดสภาพจากทั้งเหล้าทั้งกับแกล้มแล้วยังน้ำยำที่เปียกชุ่ม
“ ไปคุยกันข้างบนดีกว่าไอชาติ
ป่านนี่น้องปัทแกรอแล้ว ”
วีนาบอกปัดก่อนจะไล่อีกฝ่ายที่แยกเขี้ยวกับคำไล่ก่อนจะเดินนำไป
ร่างสูงดึงข้อมือสุนิสาที่ยังยืนมองหนังสือในมือให้เดินตามตัวเองไป
“ รักหนังสือดีนะ ” ร่างสูงชวนคุย
“ ค่ะ โดยเฉพาะเล่มนี้
เป็นอย่างนี้ที่ เศร้าเลยหล่ะค่ะพี่..เอ่อ.. ”
“ วีนา เรียกวีเฉยๆแบบเจ้าชาติกับยัยปัทก็ได้ ”
วีนาหันมายิ้มตาหยีให้อีกฝ่ายก่อน จะชวนคุยต่อ
“ ชอบเรื่องอะไรบ้างหล่ะ?
ท่าทางจะชอบอ่านหนังสือนี่เราน่ะ ”
“ สุนิสา เรียกไหมก็ได้ค่ะพี่วี ไหมชอบเรื่อง ............
ของนาวีค่ะ ” คำตอบที่เหมือนจะทำให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างขึ้นไปอีก
“ ............
นานแล้วเหมือนกันนะเรื่องนี้ซักสามปีได้แล้วมั้ง
พี่ก็อ่านนะเรื่องนี้ ‘ แน่หล่ะถ้าเธอไม่อ่านแล้วใครจะอ่านหล่ะ
’ความคิดขำๆเรียกรอยยิ้มบางที่มุมปาก ก่อนที่เสียงทักทายจากบรรดาเพื่อนร่วมก๊วนจะเรียกให้ผู้มาใหม่ก้าวเข้าไปทักทาย
เก้าอี้ไม้สีน้ำตาลตัวใหญ่ที่ถูกยกมาจากไหนไม่รู้ถูกตั้งแทรกกลางระหว่างสุนิสากับปัทมา
บทสนทนาดังขึ้นเป็นระยะแล้วก็เปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆจนเมื่อจานอาหารที่ถูกทยอยส่งมาเริ่มพร่องลงไปตามระยะเวลา
เสียงของวีนาถึงได้เรียกความสนใจจากสมาชิกในโต๊ะ
“
ขอตัวแปปนะ..เพิ่งเล่นกีฬามาเหม็นตัวเองจนกลัวคนนั่งข้างๆจะกินไม่ลงแล้วนี่.... ”
ท่อนหลังของประโยคทำเอาเพื่อนร่วมโต๊ะอมยิ้ม
เมื่อคนข้างๆที่ว่าเงยหน้าจากหนังสือที่อยู่ในสภาพสุดโทรมขึ้นมายิ้มแหย
จานข้าวตรงหน้าของสุนิสามีรอยพร่องลงไปน้อยกว่าทุกจานเพราะเจ้าตัวเอาแต่
เขี่ยไปเขี่ยมาแล้วก็หันมามองหนังสือทีแล้วก็หันกลับไปเขี่ยข้าวในจานตัวเองต่อ
ร่างสูงอมยิ้มล้อเลียนหมอฟันตัวเล็กที่เริ่มทำท่าอยากจะลุกขึ้นมาถอนฟันเธออยู่ซะตอนนี้
แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อปัทมาที่นั่งยิ้มส่งสายตาเจ้าเล่ห์ก็กลับพูดขึ้นมาเสียก่อน
“
ไหม เอาไว้วันหลังพี่พาไปร้านหนังสือหาเล่มใหม่ก็ได้ พี่เหมือนจะเห็นแว้บๆว่าเค้าเพิ่งเอาไอเล่มนี้มาพิมพ์ใหม่นี่นา....
”
“
ไม่เป็นไรค่ะพี่ปัท ...ที่จริงไหมอยากไปดูที่ร้านหนังสือเองน่ะคะ
ไหมอยากได้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเหมือนเล่มนี้ ”
สุนิสาบอกปัดรุ่นพี่ตัวเองที่หันไปยักคิ้วให้กับร่างสูงที่ทำท่าจะลุกๆจากโต๊ะแต่ก็ไม่ได้ลุกซักทีด้วยท่าทางเหนือกว่าแต่อีกฝ่ายกลับมุ่นหัวคิ้วก่อนที่จะส่งสายตาดุๆกลับมาแทน
จนกันชาติที่นั่งมองอยู่ต้องส่ายหัวพร้อมๆกับเสียงหัวเราะของผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นๆ
วีนายักไหล่
ไม่พูดอะไรต่อก่อนจะหันไปหยิบซากหนังสือของสุนิสาขึ้นมาแล้วเดินหายออกไปทิ้งให้เจ้าของหนังสือมองตามแผ่นหลังกว้างแบบทำอะไรไม่ถูก
พอหันไปมองพี่ปัทที่นั่งอยู่ข้างๆพี่ท่านก็หันหน้าหนีไปเสียเฉยๆไม่ต่างอะไรกับพี่หมอคนอื่นๆ
“
ไหม ไหมมีบ้านอยู่แถบชานเมืองสินะ ย้ายเข้าไปยู่รึยังหล่ะ ” กันชาติเริ่มหัวข้อสนทนาขึ้นมาใหม่
“
ค่ะ บ้านหลังเก่าก่อนที่ไหมจะไปอังกฤษ
ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าไปอยู่เลยค่ะ ” สุนิสาตอบตำถาม
“
ทำไมหล่ะไหม พี่ว่าบ้านหลังนั้นน่าอยู่ดีอออกนะ
ดีกว่าห้องเช่าที่เราอยู่ตอนนี้ตั้งเยอะแน่ะ ..”
ศิริที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับปัทมาถามขึ้น
“
ไหมยังหาคนตกแต่งไม่ได้น่ะค่ะ
อีกอย่างไหมไม่อยากอยู่บ้านนั้นคนเดียวหรอกค่ะ.....มันทำให้ไหมคิดถึงครอบครัว
” ประโยคหลังแผ่วไปก่อนที่ยัยตัวเล็กจะยิ้มกว้างส่งให้คนถามที่ทำท่าเสียใจกับถาม
“
แต่ไหมก็ยังอยากกลับไปอยู่บ้านนั้นนะคะ
แต่คงต้องหาคนตกแต่งเสียใหม่เพราะทิ้งร้างไปเสียเกือบสี่ปีแน่ะค่ะ ”
น้ำเสียงร่าเริงที่ปิดบังแววตาสลดไม่มิดทำเอาคนที่นั่งฟังมานานพูดขึ้นบ้าง
“
ให้พี่วีเค้าไปทำให้มั้ยไหม... เห็นอย่างนั้นพี่เค้าเป็นมัณฑนากรฝีมือดีเชียวนะ..
รับรองว่าบ้านไหมต้องออกมาดีแน่ๆ”
ปัทมาที่ทำท่าราวกับคิดอะไรดีๆออกเสนอทางเลือกที่กัญชาติเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“
ก็ดีนะ บ้านหลังนั้นใกล้ที่ทำงานมากกว่าแล้วก็ไม่เปลี่ยวด้วย
ระหว่างตกแต่งปรับปรุงก็ให้เจ้าวีมันไปค้างเป็นเพื่อนด้วยก็ได้
เจ้านั่นจะได้มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งซักพัก
”
สุนิสาได้แค่ยิ้มตอบความหวังดีโดยไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีก
แต่ในใจกลับไพล่คิดไปถึงตัวคนที่ตกเป็นเป้าของการสนทนา สาวร่างสูงที่ดูท่าทางเป็นมิตรแต่ติดจะกวนประสาทอยู่บ้างตามความรู้สึกเธอ
หญิงสาวแปลกหน้าที่เพิ่งพบเจอกันแต่กลับให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ดูเหมือนจะขี้เล่น
แต่ก็เหมือนจะเคร่งเครียด
ดูเหมือนเป็นคนเปิดเผยแต่ก็เหมือนกำลังเก็บงำความคิดบางอย่างอยู่ ที่แน่ๆคือคนๆนี้แปลก...
อาหารมื้อยาวจบลงเมื่อของหวานสองสามชนิดถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ
โดยไม่มีวี่แววขอเจ้าของร้ายที่จะกลับมาให้เห็นจนเมื่อทั้งคณะเดินกลับลงมาที่ชั้นล่างของร้านเพื่อจ่ายเงินเพราะไม่มีใครยอมขึ้นไปเก็บเงิน
ร่างสูงในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นธรรมดาๆที่ก็ยังทำให้เจ้าตัวดูดีได้
กลับยืนรออยู่ตรงประตูร้านในมือถือห่อของสีน้ำตาลเอาไว้ พลางกวักมือเรียกแล้วหันหลังเดินนำไปที่จอดรถ
“
ฉันเลี้ยงแล้วกันไอชาติ
วันนี้มันเกิดเรื่องกับน้องเค้าถือว่าแทนคำขอโทษจากฉันแล้วกันว่ะ..ไม่งั้นวันหลังฉันจะไม่ไปตรวจที่
รพ. แกอีก... ”
ร่างสูงบอกปฎิเลธเมื่ออีกฝ่ายยื่นเงินมาให้ก่อนจะเริ่มรุนหลังเพื่อนๆให้ทยอยขึ้นรถไปทีละคนจนถึงคราวของสุนิสาที่เดินมานั่งทางด้านคนขับเพราะถูกปัทมาแย่เอากุญแจรถไป
ห่อของในมือถูกยื่นส่งให้อีกฝ่ายที่รับมาอย่างงงๆดูจากน้ำหนักกับรูปร่างน่าจะเป็นหนังสือซักเล่มที่มีความหนาไม่น้อยกว่าเล่มที่ถูกหยิบไป
คดีที่เพิ่งนึกออกทำเอาสุนิสาเริ่มจะมองเจ้าของห่อสีน้ำตาลในมือเธอเองอย่างหาเรื่อง แววตาระยับที่ทำเอาคนถูกมองต้องยิ้มตอบอย่างบอกไม่ถูก
“พี่ให้..หวังว่าเราจะชอบนะถือว่าแลกกับเล่มที่เสียแล้วกัน
”
น้ำเสียงเรียบๆเจือแววสนุกสนานดังบอกขณะที่เจ้าตัวเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้ หมอฟันร่างเล็กนั่งลงกับเบาะรถอย่างเสียไม่ได้ร่างสูงโค้งตัวตามลงมากระซิบเบาที่ข้างหูก่อนจะปิดประตูรถแล้วเดินจากไป
ทิ้งให้คนฟังนั่งหน้าร้อนวูบกับลมหายใจแผ่วๆที่ปะทะผิวหน้า
ทันทีที่กลับถึงที่พักร่างบางแทบจะโยนทุกอย่างในมือทิ้งแล้วแกะห่อของในมืออย่างรวดเร็ว
หนังสือเล่มใหญ่ห่อปกอย่างดีแบบเดียวกับเล่มของเธอที่ถูกหยิบไปถูกห่ออยู่ในซองสีน้ำตาลอย่างที่คิด
มือขาวพลิกหน้าปกอย่างตื้นเต้นเมื่อเห็นลายมือบรรจงสั้นๆ
พร้อมลายเซ็นของนักเขียนคนโปรดตรงปกใน
เล่มที่ 1 ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1
นาวี 28/7/45
กระดาษแผ่นเล็กที่มีรอยหมึกปากกาเขียนผ่านๆอย่างเร่งรีบถูกสอดเอาไว้ในหน้าเดียวกันสุนิสาขยับอ่านตัวหนังสือเขี่ยๆบนนั้น
086-486xxxx
ถ้าชอบ ช่วยโทรมาบอกบ้างนะ แล้วพี่จะรอ
‘
แล้วพี่จะรอนะ.... ’
จบบทที่1
บทที่ 2
“ อดีตไม่อาจหวนกลับมาให้แก้ไข
ในขณะที่อนาคตไม่มีวันมาถึงถ้าเราสามารถไม่ก้าวผ่านอดีตและปัจจุบันไปได้ ”
.................................................................................................................................................................................
นาฬิกาหัวเตียงเรือนใหญ่ร้องกริ๊ง...ลั่นห้องชุดขนาดไม่ใหญ่นัก
ร่างบางบนที่นอนขยับตัวอย่างเกียจคร้านเพื่อยื่นมือไปปิดนาฬิกาปลุกผ้าห่มสีอ่อนเข้าชุดกับที่นอนเลื่อนลงไปกองอยู่ตรงเอวเมื่อสุนิสาขยับตัวลุกจากที่นอน
หนังสือปกสีน้ำเงินเข้มจั่วหัวเรื่องสีดำขลิบเงิน
My Book ถูกวางกองอยู่ข้างๆหัวนอน
มือถือเครื่องเล็กวางถัดจากกันไปไม่มากนัก
เกือบเที่ยงคืนเมื่อหมอฟันร่างเล็กจะตัดสินใจโทรหาอีกฝ่ายเพื่อขอบคุณเรื่องหนังสือ
แต่ไม่ว่าจะพยายามโทรไปซักกี่รอบก็ไม่มีวี่แววที่จะได้รับการตอบรับจากปลายสายของอีกฝ่าย จนความรู้สึกหงุดหงิดเริ่มเข้ามาแทนที่แล้วพาลเข้านอนโดยไม่ลืมวางหนังสือเล่มโปรดไว้ข้างหัวนอนแล้วปล่อยให้คำขอบคุณถูกลืมหายไปในแต่ละวันของการทำงาน
จนแล้วจนรอดเจ้าของหนังสือเล่มนั้นก็ยังตามเข้ามาหลอกหลอนความคิดของเธอทุกครั้งที่เปิดหนังสือแล้วเห็นลายมือหวัดๆบนกระดาษแผ่นเล็กนั่นรอยยิ้มแบบคนอารมณ์ดีกับความรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยพูดคุยกันมาก่อนติดชัดในความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก
ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเรื่องราวอื่นๆผ่านเข้ามา
“
ตื่ดดดด....... ”
มือถือเครื่องเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารสั่นเรียกความสนใจจากเจ้าของที่กำลังนั่งทานอาหารกับพนักงานคนอื่นๆในรพ.
หมอฟันสาวหยิบมือถือเครื่องเล็กขึ้นมาดูเบอร์ก่อนจะแย้มรอยยิ้มกว้างแล้วกดปุ่มรับอย่างร่าเริง
“
สวัสดีค่ะ...พี่วารินใช่ไหมคะ ไหมเองค่ะ ”
สุนิสากรอกเสียงใส่หูโทรศัพท์
“
สวัสดีจ้าน้องไหม ว่างอยู่รึเปล่าจ๊ะ ”
เสียงหวานตอบกลับมาตามสาย
“
ว่างค่ะ คลินิกหมดแล้วพี่รินโทรมามีธุระอะไรรึเปล่าคะ.. ”สุนิสาถามอย่างสงสัย
หลังจากงานแต่งที่เชียงใหม่แล้วเธอก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับรุ่นพี่ของเธอซักเท่าไหร่ ปลายสายส่งคำตอบกลับมาอย่างงอนๆไม่สมอายุ
“
โหยๆ ...เดี๋ยวนี้แค่โทรมาก็ต้องมีธุระหรอเห็นพี่แต่งงานแล้วตัดหางปล่อยวัดรึไง
น้องไหมของพี่รินกลายเป็นคนใจร้ายตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย....แงๆๆ ”
สุนิสาหลุดหัวเราะอย่างลืมตัวจนพี่ๆพยาบาลที่นั่งร่วมโต๊ะเงยหน้าขึ้นมามองเป็นแถว
เมื่อปลายสายมีอีกเสียงที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นมา
“
พี่รินมัวแต่ไปแกล้งเจ้าไหมมัน....วันนี้จะคุยกันรู้เรื่องรึป่าวเนี่ย ”
“
หลุดเลยนลิน เราน่ะ มีหน้าที่ขับรถก็ขับไป...ดูซิน้องดาเค้านั่งมาด้วยเห็นมั๊ยขับดีๆดูทางด้วยอย่ามัวแต่ดูแฟนย่ะ
”
ฯลฯ..............
สุนิสารวบช้อนเก็บก่อนจะลุกออกจากโรงอาหารไปหาที่นั่งคุยเสียใหม่เมื่อปลายสายอีกฝั่งยังเถียงกันไม่เลิกจนทำให้เธอต้องนั่งกลั้นหัวเราะจนปวดท้องไปหมด
“
โอยพี่รินคะ..ไหมหัวเราะจนจะหายใจไม่ทันแล้ว....”
เสียงล้งเล้งที่ปลายสายเงียบเสียงลงไปก่อนที่เสียงใหม่ที่ยังคงสร้างความยินดีให้เธอจะพูดขึ้นมาแทนเสียงทะเลาะทียังคงดังให้ได้ยินแว่วๆอยู่
“
สวัสดีจ้า ไหมหรอ นี่พี่ดานะ ตอนนี้สองคนนั้นเค้ากำลังกัด..เอ้ย!!!
คุยกันอยู่น่ะจ้ะ
เดี๋ยวไหมคุยกับพี่ไปก่อนแล้วกันนะ ”
สุนิสายิ้มรับเสียงจากปลายสาย
บรรดารุ่นพี่ที่เธอสนิทเหมือนจะกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ไหนซักที่ เธอเองไม่มีเพื่อนในรุ่นเดียวกันมากนัก
แต่กลับสนิทกับรุ่นพี่ๆหลายคนจากหลายๆคณะที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวแสบที่ดังไปทั่วมหาลัย
“
วันตอนบ่ายไหมว่างใช่มั้ย พวกพี่จะชวนไปเที่ยวด้วยกันแล้วก็มีเรื่องจะคุยกับเราด้วยหล่ะ ไปนะ!!! ” ท้ายประโยคพี่ดาอ้อนน้องเสียงหวาน
“
คะ!!
ตอนนี้พวกพี่อยู่กรุงเทพกันหรอ??? ”
“
จ้า...เดี๋ยวอีกซัก5-10นาที่พี่คงถึงที่ทำงานเราแล้วหล่ะ...แล้วก็ยัยปัทกับพี่ชาติรู้เรื่องแล้วนะไม่ต้องไปบอก
แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ... ”
เสียงจากอีกฝ่ายเงียบไปพร้อมๆกับสัญญาณที่ขาดหาย
สุนิสาเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก่อนจะเดินแกมวิ่งเข้าไปเก็บของในห้องทำงานเพราะคำว่าอีกวัก5-
10นาทีคงถึงของพี่ๆก๊วนนี้อาจจะหมายความว่าพี่ๆแกกำลังเลี้ยวเข้า รพ.มาก็ได้
ถึงความดีใจจะมากแค่ไหนแต่สุดท้ายความสงสัยตามนิสัยก็ทำให้คนตัวเล็กเริ่มตั้งคำถามว่าลมอะไรที่หอบเอารุ่นพี่ทั้งสามให้กลับมารวมกันแถมยังพร้อมใจมาหาเธอถึงที่อีก
พี่นลินกับพี่ดายังพอว่าเพราะสองคนนี้เป็นแฟนกันมาตั้งแต่สมัยอยู่มหาลัย
ถึงจะถูกมองว่าการที่ผู้หญิงกับผู้หญิงมาคบกันเองเป็นเรื่องแปลกแต่ทั้งสองก็พิสูจน์ว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือเรื่องผิดปกติอะไรกับการที่เราจะรักใครซักคนที่เรารัก
ถึงคนๆนั้นจะเป็นผู้หญิงเหมือนกันก็ตาม
ทั้งคู่เรียนจบจากคณะเดียวกันก่อนจะไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วก็วางแผนจะไปอยู่ที่นั่นเป็นการถาวรแต่ก็ยังแวะเวียนกลับมาเมืองไทยเสมอ
พี่วารินรุ่นพี่เธอสามปีที่ความเซ่อซ่าของเธอไปทำให้รู้จักรุ่นพี่นิสัยดีคนนี้
สุนิสาไม่เคยคิดอะไรเกินเลยกับคนที่เธอรักราวกับพี่สาวแท้ๆอย่างที่ถูกเอาไปนินทาหลายต่อหลายครั้ง
เพราะพี่วารินสุนิสาถึงได้รู้จักกับพี่นลินที่เป็นน้องสาวกับพี่ดาที่เป็นหลานรหัสของพี่นลินแถมยังเป็นเพื่อนสนิทแล้วก็อดีตรูมเมทตอนของพี่ปัท
แต่หลังจากที่พี่รินแต่งงานแล้วไปเปิดคลินิกของตัวเองที่เชียงใหม่แล้วสุนิสาเองก็แทบไม่ได้เจอหน้าพี่สาวคนนี้อีกเลย
“
ไหม..!!! จ๋า...!!
”
เสียงหวานลากยาวจากหญิงสาวร่างสูงไม่ต่างจากคนเป็นน้องดังบอกการมาถึงก่อนที่เจ้าตัวจะสวมกอดน้องสาวอีกคนอย่างคิดถึง
สุนิสากอดตอบอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกไม่ต่างกันก่อนจะยกมือสวัสดีเมื่ออีกฝ่ายคลายอ้อมแขนออก ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้พี่ๆอีกสองคนที่เหลือ
พี่นลินกับพี่ชาติยืนเขม่นอย่างหาเรื่องก่อนจะแยกเขี้ยวใส่กันในขณะที่พี่ปัทเกาะแขนพี่ดาแน่น
แต่ที่เหมือนกันคือทุกๆใบหน้าแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างที่แต่ละคนนานๆจะยิ้มอย่างนี้กันซะที
ก่อนที่ปัทมากับกันชาติขอตัวไปทำงานต่อเพราะมีงานด่วนเข้ามา
สุนิสาเองก็โดนพี่ๆที่เหลือลากให้เดินตามไป
แล้วสั่งให้เธอขับรถไปเก็บที่ห้องพักก่อนจะออกไปข้างนอกด้วยกันอีกครั้ง
“
พี่รินมาไงคะเนี่ย..แล้วแฟนพี่ไม่ห่วงแย่หรอคะ..? ”
สุนิสาถามหมอฟันอีกคนที่นั่งอยู่ในรถ
เธอกับวารินถูกจัดให้มานั่งอยู่ตอนหลังของรถโดยมีนลินเป็นคนขับกับพี่ดาที่คอยดูทางให้
“
วิชาเค้าไปทำธุระที่เมืองจีนอาทิตย์นึงน่ะเค้าเลยขอให้ นลินพาพี่มาเที่ยว ” นายวิชาสามีของพี่วารินเป็นเจ้าของธุรกิจหลายชนิดทำให้มีเรื่องต้องเดินทางไปต่างประเทศอยู่เสมอ
แววตาของคนพูดมีแววเหงาอยู่เล็กน้อยแต่อย่างน้อยเธอก็เห็นได้ถึงความสุขที่พี่คนนี้ของเธอมี
“
แล้วก็นะ!พี่มีของอย่างให้เราด้วยหล่ะ... ”มือขาวลูบหัวหมอฟันร่างเล็กที่ทำหน้าสงสัยอย่างใจดี
ร่างเล็กเหลียวมองหน้าพี่ๆที่เหลือแต่ก็ได้แค่รอยยิ้มล้อๆกลับมา
จนเมื่อตัวรถมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านหลังไม่เล็กสภาพกลางเก่ากลางใหม่ที่ไม่ได้รับการดูแลมานาน รถแลนโรเวอร์สีแดงเลือดหมูอีกคันจอดชิดอยู่ริมรั้ว
สวนในบ้านที่เคยรกเรื้อยามที่ขับรถแวะเวียนมาดูบ้านหลังหนึ่งที่เธอเคยอยู่อาศัย
กำลังถูกตกแต่ง